Workathome-years-from2557-2014.blogspot.com

รวมสูตรขนมทำเงิน งานทำที่บ้าน อาชีพทำเงิน รายได้เสริม ได้เงินดี

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 25570 ความคิดเห็น

 รวมสูตรขนมทำเงิน งานทำที่บ้าน

สำหรับแม่บ้าน หรือ คนท้องที่อยู่บ้านเฉยๆ ต้องการมีรายได้เข้ากระเป๋าจากที่บ้าน รวมสูตรขนมทำเงิน งานทำที่บ้าน อาชีพทำเงิน รายได้เสริม ได้เงินดี มีรายละเอียดและวิธีการทำ ดูได้เพิ่มเติมค่ะ



รวมสูตรขนมทำเงิน งานทำที่บ้าน อาชีพทำเงิน รายได้เสริม ได้เงินดี 

ขนมปุยฝ้าย

เงินลงทุน
     ประมาณ 2,000 บาท รายได 250 บาท / แป้ง 1 กิโลกรัม วัสดุ / อุปกรณ์ กะละมังพลาสติก ถาด ถ้วยตวง เครื่องตีไข่ ตาชั่ง ถ้วยกระดาษ ถ้วยอลูมิเนียม ไม้พายยาว ถ้วย ช้อนแกง ตะแกรงร่อนแป้ง
 แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์    ร้านค้าที่ขายอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป
ส่วนผสม
    แป้งสาลีตราบัวแดง 800 กรัม ผงฟู 4 ช้อนชา น้ำตาลทรายขาว 700 กรัม S.P. (เอส.พี) 8 ช้อนชา น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง นมจืด 1 ถ้วยตวง ไข่ไก่ 4 ฟอง น้ำมะนาว 6 ช้อน วานิลลา 1 ช้อนชา สีผสมอาหาร
วีธีทำ
    1. นำแป้งกับผงฟูคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปร่อนด้วยตะแกรง เสร็จแล้วนำไปตากแดดทิ้งไว้
    2. นำน้ำสะอาดใส่กะละมัง เติม S.P. ลงไป จากนั้นใช้เครื่องตีไข่ ตีให้ S.P. ละลายกับน้ำ เติมน้ำตาลทราย นมจืดและไข่ไก่ ใช้เครื่องตีอย่างต่ำ 20 นาทีขึ้นไป ให้ขึ้นฟูเป็นเนื้อครีม จากนั้นเติมน้ำมะนาว วานิลลา และตีต่อให้ส่วนผสมเข้ากัน
    3. นำแป้งที่ตากแดด มาใส่ลงในส่วนผสมที่ตีไว้ กวนด้วยไม้พายบางให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด หากอยากให้ขนมเป็นสีขาวก็ไม่ต้องเติมสี แต่ถ้าจะให้เป็นหลายสีก็แบ่งใส่ถ้วยแล้วใส่สีผสมอาหารลงไปเล็กน้อย
    4. เตรียมถาดอลูมิเนียมพร้อมกับนำถ้วยกระดาษใส่ลงในถ้วยอลูมิเนียม จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาหยอดใส่ถ้วยขนม โดยใช้ช้อนแกงตักหยอดให้เต็มถ้วย ขนมปุยฝ้าย (ต่อ)
    5. นำขนมวางเรียงบนลังถึงให้เต็ม ยกขึ้นตั้งบนน้ำเดือด นึ่งนานสัก 5 นาที ก็ยกลง ถอดถ้วยอลูมิเนียมออกจากถ้วยขนม ทิ้งไว้ให้เย็นบรรจุถุงขาย
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ขายส่งมินิมาร์ท ร้านค้าทั่วไป หรือขายเองแถวย่านที่มีคนพลุกพล่าน
ข้อแนะนำ
    1. เวลาตีแป้งต้องตีไปทางเดียวกัน ห้ามตีย้อนไปย้อนมาเพราะส่วนผสมจะละเอียดไม่เท่ากัน และต้องตีด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอกัน
    2. เวลานึ่งต้องให้น้ำเดือดจัด และนึ่งครั้งต่อไปต้องเช็ดไอน้ำที่เกาะอยู่ในฝาลังถึงก่อนปิดฝาทุกครั้ง ไม่อย่างนั้น ไอน้ำจะหยดลงใส่ขนมทำให้ขนมไม่สวย และเป็นก้อนแป้งแข็ง
3. หากต้องการให้ขนมมีสีสันสวยงามแปลกตาก็ให้หยอดถ้วยละ 2 สี  


ขนมใส่ไส้

เงินลงทุน
    ครั้งแรกประมาณ 2,500 บาท รายได 240 บาท / 120 ห่อ
วัสดุ / อุปกรณ์
    เตาแก๊สขนาดเล็ก กระทะทองเหลือง ไม้พาย ลังถึง หม้ออลูมิเนียม กะละมังอลูมิเนียม ช้อน กรรไกร ใบตอง ก้านมะพร้าว ไม้กลัด
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    แถวย่านเวิ้งนาครเกษม ร้านขายอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป
วิธีทำ
1. ขั้นตอนทำไส้ขนม
    ส่วนผสม
    น้ำตาลปี๊บ 2 ถ้วย เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ มะพร้างทึนทึกขูดฝอย 4 ถ้วย
    วีธีทำไส้ขนม
    1. ตั้งกระทะทองเหลืองบนเตาใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำตาลปี๊บ มะพร้าวทึนทึกขูดฝอยและเกลือป่นลงไปพร้อมกันใช้ไม้พายเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกว่าส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียว และแห้งพอหมาด ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 20 - 30 นาที จึงจะใช้ได้ 2. ตักไส้ขนมขึ้นมาพักไว้ให้เย็นประมาณ 10 นาที แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดเล็กกว่าลูกชิ้น ตั้งพักไว้
2. ขั้นตอนการนวดแป้ง
    ส่วนผสม
แป้งข้างเหนียว 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 1 กิโลกรัม น้ำใบเตยคั้น 1 ถ้วย
    วิธีการนวดแป้ง
    1. เทแป้งข้าวเหนียวลงในกะละมังอลูมิเนียม ตามด้วยน้ำและน้ำใบเตยคั้นลงไป ใช้มือนวดแป้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าแป้งจะเข้ากันดีกับน้ำใบเตย
    2. ถ้าหากนวดเสร็จแล้วแป้งยังแข็งอยู่ ค่อย ๆ เติมน้ำเปล่าเพิ่มไปอีกเล็กน้อย นวดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้แป้งนิ่มขึ้นเวลานำมาห่อใส่ขนมจะทำให้ห่อได้สะดวก
3. ขั้นตอนการห่อไส้ขนม
    วิธีห่อไส้ขนม
    1. หยิบแป้งขึ้นมาพอประมาณ บีบแป้งให้แบออกเป็นแผ่นกลม นำไส้ขนมวางลงบนแผ่นแป้ง
    2. บีบแป้งให้ปิดไส้ขนมแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ขนาดเท่าลูกชิ้นปิ้ง พักไว้


4. ขั้นตอนทำหน้าขนม
    ส่วนผสม
    น้ำกะทิ 2 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวเจ้า 3 ถ้วย กลิ่นมะลิ 1 - 2 ช้อนชา
    วิธีทำหน้าขนม
    1. ละลายแป้งข้าวเจ้ากับน้ำกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ กลิ่นมะลิ ลงในหม้ออลูมิเนียม
    2. ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ ใช้ไม้พายกวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าแป้งจะเหนียวข้นเหมือนกาว
5. ขั้นตอนการห่อขนม
    1. เตรียมใบตอง 2 ขนาด คือ ใบตองชั้นนอก ใช้ทางยาวฉีกกว้างประมาณ 6 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว ใบตองชั้นในใช้ทางขวางฉีกกว้างประมาณ 5 นิ้ว ยาวประมาณ 6 นิ้ว
    2. เจียนใบตองชั้นนอกให้เป็นรูปรี ขนาด 5 x 8 นิ้ว และใบตองชั้นในขนาด 4 x 6 นิ้ว ใบมะพร้าว กว้าง 0.5 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว เตรียมไม้กลัดไว้ด้วย
    3. เมื่อเตรียมอุปกรณ์เสร็จแล้ว นำใบตองชั้นในวางบนใบตองชั้นนอก โดยให้ด้านสีอ่อนทั้งสองประกบกัน วางบนมือตักหน้าขนม 1 ช้อนลงบนใบตอง ใส่ไส้ขนมลงไป 1 ลูก ตักหน้าขนมใส่อีก 1.5 ช้อนโต๊ะ ปิดไส้ขนม
    4. เริ่มห่อใบตองจากทางขวางทั้งสองด้านก่อน จากนั้นห่อทางด้านยาวประกบเป็นทรงสูง ใช้ใบมะพร้าวคาดห่อขนมแล้วกลัดด้วยไม้กลัด
    5. นำขนมที่ห่อเสร็จแล้วลงใส่ลังถึง นึ่งประมาณ 15 - 20 นาที เท่านี้ก็เสร็จ
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ย่านชุมชน ตลาดตอนเช้า
สถานที่ฝึกอบรม
    1. ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร วัดวรจรรยาวาส ถนนเจริญกรุง 72 กรุงเทพมหานคร โทร.292-0194
ข้อแนะนำ
    ขั้นตอนการทำหน้าขนม ต้องกวนหน้าขนมด้วยความเร็ว ห้ามหยุดมือโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นแป้งข้าวจ้าวจะจับตัวกันแน่น


ขายขนมโตเกียว

  เงินลงทุน
    ประมาณ 8,000 บาท  (รถเข็น 3,000 บาท - 4,000 บาท เตาแก๊สพร้อมกระทะสี่เหลี่ยม 2,500 บาท ตู้กระจก 700 บาท)
รายได้
    ประมาณ 500 บาทขึ้นไป / วัน
วัสดุ / อุปกรณ์
    รถเข็น เตาแก๊สแบบมีกระทะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หม้อ ตู้กระจกขนาดเล็ก กะละมัง ทัพพีกลมขนาดเล็ก เกรียง ภาชนะใส่ไส้ขนม
  แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    เวิ้งนาครเกษม สำเพ็ง
ส่วนผสมแป้ง
    แป้งสาลี 1.5 กิโลกรัม ไข่ไก่ 10 ฟอง
    นมสด 1 กระป๋องนม ผงฟู 15 กรัม
    น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม เกลือป่น 1 ช้อนชา
วิธีทำ
    1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมรวมกันในกะละมัง ใช้มือนวด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
    2. เมื่อนวดแป้งได้ที่แล้ว แบ่งแป้ง 250 กรัมไว้ทำไส้ครีม ส่วนที่เหลือคือแป้งทำขนมโตเกียว
วิธีทำไส้ครีม
    1. นำแป้งที่นวดแล้ว 250 กรัม ใส่หม้อตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวพร้อมกับน้ำตาลทราย 500 กรัม เนยสด 125 กรัม เคี่ยวจนกระทั่งส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ไส้ครีมเนย
    2. หากต้องการทำไส้ครีมใบเตย ให้แบ่งไส้ครีมเนยมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำใบเตยประมาณ 3 - 4 ใบ บดให้ละเอียดใส่น้ำ 1/3 ถ้วยตวง ผสมกับใบเตยบด คั้นเอาเฉพาะน้ำ นำครีมเนยที่แบ่งไว้ขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ เทน้ำใบเตยลงไปผสม เคี่ยวจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้ไส้ครีมใบเตย
วิธีทำไส้ไส้กรอก
    1. นำไส้กรอกประมาณ 1 กิโลกรัม มาหั่นเป็นท่อน ๆ ละประมาณ 1 นิ้ว
วิธีทำไส้ไข่นกกระทา
    1. ใช้ไข่นกกระทาประมาณ 50 ฟอง พริกไทยป่น 1 ขวดเล็ก และนำหมูบดประมาณ 250 กรัม มาลวกในน้ำเดือดจนสุก

วิธีทำขนมโตเกียว
    1. ใช้ทัพพีกลมตักเนื้อแป้งที่เตรียมไว้หยอดลงในกระทะ ใช้ก้นทัพพีละเลงแป้งเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 1/2 นิ้ว
    2. หากเป็นไส้ไข่นกกระทา ให้ตอกไข่ลงบนแป้ง เมื่อแป้งและไข่สุกใส่หมูบดลงไปเล็กน้อย โรยพริกป่น แต่ถ้าเป็นไส้ครีมและไส้ไส้กรอก เมื่อแป้งสุกจึงตักไส้ใส่ลงไป
    3. ใช้เกรียงแซะแผ่นแป้งทางด้านล่างพร้อมกับม้วนแป้งให้ปิดไส้ ก็จะได้ขนมโตเกียวตามที่ลูกค้าต้องการ
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ย่านชุมชน หมู่บ้านจัดสรร โรงเรียน
ข้อแนะนำ
    1. นอกจากไส้ชนิดต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว สามารถปรับปรุงเพิ่มเติมเป็นไส้อื่น ๆ อีก เช่น ไส้เผือก ไส้ข้าวโพดหวาน เป็นต้น
    2. การขายขนมโตเกียว ไม่ควรทำไว้รอลูกค้ามาซื้อ เมื่อลูกค้าสั่งขนมจึงค่อยลงมือทำ เพื่อให้ขนมโตเกียวมีความใหม่ กรอบ และร้อนน่ารับประทาน


 
ขายขนมปัง - สังขยา และนมสด

เงินลงทุน
    ครั้งแรกประมาณ 6,000 บาท ขึ้นไป (ไม่รวมค่าเช่าสถานที่)  (เตาแก๊สพร้อมถัง ราคาประมาณ 2,500 บาท ตู้กระจก ราคา 2,000 บาท นมสดราคาประมาณ 16 บาท / กิโลกรัม)
รายได้      ประมาณ 800 - 1,000 บาท / วัน
วัสดุ/อุปกรณ์
    เตาแก๊สพร้อมถัง ตู้กระจก หม้อ ทัพพี ซึ้งนึ่ง ผ้าขาวบาง จาน ถ้วย แก้ว ถุงพลาสติก และหลอดดูด
 แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    ร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า แหล่งจำหน่ายนมสด ฟาร์มโคนมต่าง ๆ
วิธีทำ
    นำขนมปังที่ใหม่ เนื้อนุ่ม และมีกลิ่นหอมมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ แล้วนำไปนึ่งให้อุ่น
เสริฟใส่จานหรือใส่ถุงให้ลูกค้าพร้อมสังขยา
ส่วนผสมสังขยาทาขนมปัง (กลิ่นใบเตย)
    มะพร้าวขูดขาว 1/2 กิโลกรัม นมสดจืด 1 1/2 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วยตวง ไข่ไก่ 3 ฟอง เกลือ 1/3 ช้อนโต๊ะ ใบเตยสด 3 ใบ แป้งสาลี 3 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
    1. นำมะพร้าวมาคั้นกับน้ำอุ่น ๆ ให้ได้กะทิ 3 ถ้วยตวง และนำใบเตยสดที่ตำละเอียดมาคั้นกับน้ำ กรองกากใบเตยออก ให้ได้น้ำใบเตย 5 ช้อนโต๊ะ
    2. นำนมสดจืดใส่หม้อ ใส่ไข่ (เฉพาะไข่แดง) คนให้เข้ากัน ใส่น้ำตาล เกลือ น้ำกะทิ คนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่น้ำใบเตย คนให้ทั่วอีกครั้ง
    3. นำแป้งสาลีและแป้งมันละลายน้ำเล็กน้อย ค่อย ๆ เทใส่ผสมลงในหม้อ คนให้เข้ากันทั้งหมด
    4. นำหม้อขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ คนไปเรื่อย ๆ จนแป้งขึ้นเงาและสุกทั่วจึงยกลง
วิธีทำนมสด
    1. นำนมสดที่ซื้อมานึ่งเสียก่อน แล้วจึงผสมกับน้ำตาลทรายขาวในอัตราส่วน นมสด 2 - 3 ลิตร /น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วยตวง คนให้ละลายเข้ากัน
    2. เมื่อลูกค้าส่งนมสดร้อน ให้นำนมสดที่ผสมแล้วในข้อ 1 ไปอุ่นให้ร้อนเล็กน้อย หากสั่งนมสดเย็น ก็ใส่น้ำแข็งเสริฟใส่แก้วหรือถุงให้ลูกค้า
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ตลาดโต้รุ่ง ย่านชุมชน บริเวณใกล้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า
 สถานที่ฝึกอบรม
1. สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้ โทร. 02-2112052,2112056
2. ชมรมลุงขาวไขอาชีพ โทร.538-3981
ข้อแนะนำ
1. ควรสั่งซื้อนมสดมาจำหน่ายเฉพาะที่ต้องการใช้ในแต่ละวันเพื่อความใหม่สดของ น้ำนม เพราะอายุของนมสดจะอยู่ได้เพียงวันเดียว แต่ถ้ามีเหตุให้ต้องเหลือไว้จริง ๆ ให้เก็บรักษาไว้ในตู้เย็น
2. หากมีเงินลงทุนมาก อาจเปิดเป็นร้านจำหน่าย โดยตกแต่งให้ทันสมัย น่ารัก มีโต๊ะ - เก้าอี้ และภาชนะต่าง ๆ ที่เสริฟแล้วดูสวยงาม มีเครื่องต้มนมสดและเครื่องทำความเย็นแบบมีก๊อกเปิด - ปิด เพื่อรินนมใส่แก้ว เป็นต้นนอกจากนี้ ควรดัดแปลงให้มีการจำหน่ายหลากหลายขึ้น โดยปรุงแต่งนมสดรสชาติต่าง ๆ เช่น นมสด
รสโกโก้ นมสดรสกาแฟ นมแดง นมถั่วแดง ฯลฯ รวมทั้งขนมปังต่าง ๆ เช่น ขนมปังปิ้งทาแยม ทาเนย ทาน้ำพริกเผา เป็นต้น



ขายขนมเบื้องไทย

เงินลงทุน
    ครั้งแรกประมาณ 9,000 - 10,000 บาท (เตาแก๊สชนิดที่มีกระทะสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดมาด้วย ราคาประมาณ   4,000 -5,000 บาท รถเข็นราคาประมาณ 4,000 บาท)
รายได้
    ประมาณ 500 บาท/วัน
วัสดุ/อุปกรณ์
    เตาแก๊สพร้อมกระทะทำขนมเบื้อง กระจ่า (ใช้ละเลงแป้ง) เหล็กโป๊ว(ใช้แซะขนมเบื้อง) กะละมัง ที่ตีไข่ หรือส้อม ถุงพลาสติก
ส่วนผสมแป้ง
    แป้งข้าวจ้าว 3 ถ้วยตวง ถั่วเขียวป่นละเอียด 1 ถ้วยตวง
    ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำปูนใส
    น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
วิธีทำ
    นำแป้งข้าวจ้าว ถั่วเขียวคั่วป่น น้ำตาลทรายและไข่ไก่มาผสมรวมกัน จากนั้นเติมน้ำปูนใสลงในแป้ง ค่อยๆ นวดแป้งพร้อมกับทยอยเติมน้ำปูนใสที่ละน้อยจนแป้งเข้ากับส่วนผสมอื่นเป็น เนื้อเดียวกัน ใช้เวลานวดประมาณ 10 นาที แล้วจึงเติมน้ำปูนใสที่เหลือจนหมดคนให้เข้ากัน
ส่วนผสมหน้าน้ำตาล (ครีมขาว)
    ไข่ขาวของไข่เป็ด 1 ฟอง น้ำตาลปี๊บ 4 ขีด
วิธีทำ
    นำไข่ขาวผสมกับน้ำตาลปี๊บ ใช้ที่ตีไข่หรือส้อมตีส่วนผสมให้เข้ากันจนส่วนผสมมีสีขาวลักษณะคล้ายครีมเป็นอันใช้ได
ส่วนผสมไส้เค็ม
    รากผักชีหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 5 กลีบ
    พริกไทยป่น 1 ช้อนชา มะพร้าวขูดขาว 1 ถ้วยตวง
เกลือป่น 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 4 - 5 ช้อนโต๊ะ
กุ้งสดสับเป็นชิ้นเล็กๆ 1/2 ถ้วยตวง สีผสมอาหารสีส้มและน้ำมันพืชเล็กน้อย
วิธีทำ
    1. นำรากผักชีหั่นฝอย กระเทียม และพริกไทยป่น โขลกรวมกันจนละเอียด
    2. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันเล็กน้อยจนน้ำมันร้อนพอเห็นควันขึ้นขาว แล้วจึงนำส่วนผสมข้อ 1. ลงผัดจนสุกหอมได้ที่
    3. ใส่มะพร้าวขูดขาวและกุ้งสดสับลงไปผัดรวมกันจนสุก เติมสีผสมอาหารสีส้มพอให้เกิดสีสวยน่ารับประทาน
    4. ปรุงรสด้วยเกลือป่นและน้ำตาลทราย แล้วตักขึ้นจากกระทะใส่ภาชนะพักไว้
ส่วนผสมไส้หวาน
    ฝอยทอง 2 ถ้วยตวง มะพร้าวแก้ขูดฝอยเป็นเส้นยาว 2 ถ้วยตวง  งาขาว 1/2 ถ้วยตวง
วิธีทำขนมเบื้อง
    1. ใช้กระจ่าตักแป้งที่เตรียมไว้ละเลงลงบนกระทะ โดยบี้แป้งให้เป็นวงกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว รอจนแป้งสุกขาว
    2. ใช้กระจ่าตักหน้าน้ำตาลพอประมาณทาบนแผ่นแป้ง โดยวนให้อยู่รอบๆขอบแผ่นแป้ง
    3. เมื่อหน้าน้ำตาลร้อนจนเดือดเป็นฟองอากาศ จึงตักไส้เค็มใส่ลงไปและเด็ดใบผักชีใส่ลงไปสัก 1 ใบ ส่วนไส้หวานให้ตักฝอยทอง งาขาว และมะพร้าวขูดฝอยเป็นเส้นใส่ลงไปพอประมาณ
    4. เมื่อแป้งเริ่มเกรียมกรอบให้แซะแป้งขึ้นพับครึ่งวงกลมตักใส่ถุงหรือกล่องกระดาษขาย
ตลาด/แหล่งจำหน่าย
    ตลาดทั่วไป แหล่งชุมชน
ข้อแนะนำ
    1. ต้องผัดส่วนผสมของไส้เค็มให้แห้ง หากไม่แห้งเมื่อตักใส่แป้งจะทำให้แป้งเหนียวไม่กรอบ
    2. ต้องละเลงแป้งให้บาง เพื่อความน่ารับประทาน และทำให้ได้จำนวนมากขึ้น
    3. อัตราส่วนดังกล่าวข้างต้นสามารถทำขนมเบื้องได้ 700 - 800 ชิ้น



ขายส้มโอแก้วสี่รส
 
เงินลงทุน
    ประมาณ 500 - 1,500 บาท
รายได้
    200 - 500 บาท/วัน
วัสดุ/อุปกรณ์
    ภาชนะถาดอะลูมิเนียมหรือสแตนเลส หม้อขนาดกลางและขนาดใหญ่ เตาแก๊ส เครื่องปั่นผลไม้ กะทะทองเหลือง ไม้พาย กระดาษแก้วสีเหลือง/แดง
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    ร้านขายเครื่องครัวเรือนทั่วไป
ส่วนผสม
    เนื้อเยื่อส่วนกลางของผลส้มโอ (หรือนวม) บดละเอียด 5 ถ้วย
    น้ำตาลทรายขาว 3 ถ้วย แบะแซ 1/2 ถ้วย
    เกลือไอโอดีน 1 ช้อนโต๊ะ กรดซิตริก 1 ช้อนโต๊ะ
    พริกขี้หนูสด 3 ผล
วิธีทำ
    1. ปอกเปลือกผิวส้มโอให้หมด เหลือแต่เนื้อเยื่อส่วนกลางของส้มโอ
    2. หั่นเนื้อเยื่อส่วนกลางหรือนวมเป็นชิ้นแล้วนำไปขยำกับน้ำเปล่า 2 - 3 ครั้ง
    3. นำเนื้อเยื่อส่วนกลางที่ขยำกับน้ำแล้วไปต้มให้เดือด แล้วตักใส่น้ำเย็น ทำสัก 2 - 3 ครั้ง จนหายขมแล้วนำไปบดและปั่นให้ละเอียด
    4. นำเนื้อเยื่อส่วนกลางที่บดละเอียดแล้ว ผสมกับน้ำตาลทราย เกลือและกรดซิตริกตามอัตราส่วนที่กำหนดลงในกระทะทองเหลือง แล้วใช้ไม้พายกวนโดยใช้ไฟให้ความร้อนระดับปานกลาง กวนไปเรื่อย ๆ จนเหลือง
    5. ใส่แบะแซและพริกขี้หนูสดที่บดละเอียด ตักขึ้นมาทดลองปั้นดู ถ้าปั้นเป็นก้อนได้ ก็ยกลงจากเตาแก๊ส แล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ คลุกด้วยน้ำตาลทรายขาวปนเกลือ
    6. ห่อด้วยกระดาษแก้ว เพียงเท่านี้ก็จะได้ส้มโอแก้วสี่รส ทั้งหวานเปรี้ยวเผ็ดผสมกัน บรรจุใส่ถุงพลาสติกขาย
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ร้านขายของที่ระลึก ร้านกิ๊ฟท์ช้อป
ข้อแนะนำ
    วัตถุดิบเปลือกส้มโอ ให้ซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเนื้อส้มโอ และควรใช้เปลือกส้มโอพันธ์ท่าข่อย ซึ่งมีมากแถบจังหวัดชัยนาท เพราะมีเปลือกหนามีเนื้อส่วนกลางส้มโอเยอะ



ทำกล้วยกรอบแก้ว หวาน – เค็ม

เงินลงทุน
    ประมาณ 2,000 บ.
รายได้
    30 40 บาท/ 1 กิโลกรัม
วัสดุ/อุปกรณ์
    กระทะใบบัว 2 ใบ
    ตะแกรงลวด 3 อัน
    กะละมัง ถาดสแตนเลส
    ถุงบรรจุ ที่ใส่กล้วย
    หม้อ
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าทั่วไป
วิธีทำกล้วยกรอบแก้วหวาน
    1. เตรียมทำน้ำเชื่อม โดยใช้น้ำตาล 1 กิโลกรัม ต่อน้ำเปล่า 2 กิโลกรัม ใส่ลงในหม้อตั้งไฟ เคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อมใส ๆ แล้วพักทิ้งไว้ให้เย็น
    2. นำน้ำเปล่าใส่กะละมัง เติมน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย แล้วชิมรสให้น้ำพอมีรสกร่อย ๆ ไม่ต้องออกรสเปรี้ยว
    3. นำกล้วยดิบมาปอกเปลือก เสร็จแล้วนำไปแช่น้ำที่ผสมน้ำส้มสายชูจะทำให้กล้วยไม่ฝาดและดำในเวลาทอด
    4. นำกล้วยที่แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชูไปล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ 5 นาที
    5. นำกระทะใส่น้ำมันพืชลงไปตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นก็นำผลกล้วยที่แช่อยู่ในน้ำมาไสเป็นแผ่นบาง ๆ ฝานลงไปทอดเลย จนกล้วยนิ่มมีสีเหลืองลอยขึ้นมา ใช้ตระแกรงตักขึ้นเขย่าให้สะเด็ดน้ำมัน
    6. นำกล้วยที่ทอดแล้วกำลังร้อน ๆ มาเทลงในน้ำเชื่อม แล้วใช้ตระแกงอันใหม่กดให้กล้วยจมลงในน้ำเชื่อมทั่วถึงกัน แล้วตักออกมาใส่กระจาดไม้ไผ่ ผึ่งไว้ให้กล้วยสะเด็ดน้ำเชื่อมสักครู่ แล้วนำกล้วยกลับมาทอดอีกครั้งโดยใช้กระทะใบใหม่ ตั้งน้ำมันให้ร้อน ทอดให้กล้วยมีสีเหลืองเข้มกว่าเดิมเล็กน้อย นำขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำมันอีกครั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำมาบรรจุถุงพร้อม จำหน่ายทันที
กล้วยกรอบแก้วแบบเค็ม
    วิธีการทำเหมือนกับแบบหวาน แต่จะทอดครั้งเดียวเท่านั้น การทอดแบบกรอบเค็มต้องทอดให้มีสีเหลืองกว่าแบบกรอบหวาน ในระหว่างที่ทอดก็เตรียมถาดสแตนเลสทาด้วยเนยเค็มให้ทั่ว แล้วนำกล้วยที่เพิ่งทอดเสร็จร้อน ๆ เทคลุกเคล้าให้เนยเข้ากับกล้วยในถาดชิมรสชาติดูหากต้องการเค็มเพิ่มขึ้นก็ ให้โรยเกลือไอโอดีนเล็กน้อย  คลุกให้เข้ากันอีกครั้งทิ้งไว้ให้เย็น ก่อนบรรจุถุงขาย
 
ตลาดจำหน่าย
    แหล่งชุมชน สถานศึกษา ร้านค้าทั่วไป
 
ข้อแนะนำ
    1. ควรเลือกใช้กล้วยหอม เพราะมีคุณภาพเนื้อกล้วยที่ดีมีกลิ่นหอมในตัวทอดแล้วไม่กระด่าง มีสีสวย
    2. น้ำมันที่ใช้ทอดไม่ควรเกิน 2 ครั้ง เพราะอาจมีกลิ่นของน้ำมันติดเนื้อกล้วย
    3. การบรรจุถุงควรให้ดูสวยงาม น่ารับประทาน นำไปขายเองหรือส่งขาย



เยลลี่ฝรั่ง

เงินลงทุน
    10,000 บาท
    เครื่องสกัดน้ำผลไม้ 2,000 – 3,000 บาท
    เครื่องวัดความหวานและปริมาณของแข็ง 3,500 – 4,000 บาท บาท
รายได้
    300 – 400 บาท (96 บาท ต่อ 16 ถ้วย)
วัสดุ/อุปกรณ์
    เครื่องสกัดน้ำผลไม้ เครื่องชั่งน้ำหนักขนาดเล็ก
    เทอร์มอมิเตอร์วัดอุณหภูมิ เครื่องวัดความหวาน
    เครื่องวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง pH ถุงมือ
    ถ้วยเยลลี่
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    ร้านขายอุปกรณ์เคมี
ส่วนผสม
    น้ำฝรั่งสด 300 กรัม น้ำตาลทราย 250 กรัม
    คาราจีแนน 7 กรัม น้ำเปล่า 443 กรัม
วิธีการเตรียมน้ำฝรั่ง
    1. นำฝรั่งที่แก่จัด ล้างให้สะอาดแล้วผึ่งให้แห้ง ใช้มีดเฉาะแยกเมล็ด และเนื้อออกจากกัน นำเนื้อฝรั่ง เข้าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ หรือเครื่องแยกกากจะได้น้ำฝรั่งล้วน ๆ
    2. วัดปริมาณสารละลายทั้งหมดในน้ำฝรั่ง 7 % ด้วยเครื่องวัดปริมาณของแข็งที่ละลาย แล้ววัดค่า pH ให้ได้ 3.13 โดยเติมกรดมะนาว 10 กรัม ต่อ น้ำฝรั่ง 1 กิโลกรัม
    3. ฝรั่ง 1 กิโลกรัม จะได้น้ำฝรั่งประมาณ 300 กรัม
การทำเยลลี่
    ชั่งน้ำตาลทรายและคาราจีแนน ปริมาณตามสูตร แล้วผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชั่งน้ำเปล่าให้ได้น้ำหนักตามสูตร นำไปตั้งไฟพออุ่นแล้วค่อยเทส่วนผสมของน้ำตาลทรายกับคาราจีแนนลงไปทีละน้อย พร้อมกับคนไปเรื่อย ๆ จะละลายเข้ากับน้ำจนหมดนำผลฝรั่งที่เตรียมไว้เทลงในน้ำเชื่อมจนหมด ต้มด้วยอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส  นาน 3 นาที แล้วยกลงเทใส่ถ้วยที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ปิดฝาติดสติ๊กเกอร์แช่เย็นพร้อมจำหน่าย
ข้อแนะนำ
    ภาชนะที่ใช้ผลิตควรเป็นสแตนเลส และควรใส่ถุงมือระหว่างการผลิต เยลลี่ที่ดีจะต้องไม่มีเนื้อฝรั่งมาเจือปน มีความยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้าง    



เยลลี่มะม่วง

เงินลงทุน
    10,000 บาท
รายได้
    150 – 200 บาท/25 ถ้วย
วัสดุ/อุปกรณ์
    เครื่องสกัดน้ำผลไม้ เครื่องชั่งน้ำหนักขนาดเล็ก เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ เครื่องวัดความหวาน ถ้วยเยลลี่
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    ร้านวิทยาศรม
ส่วนผสม
    น้ำมะม่วง 100 กรัม น้ำตาลทราย 75 กรัม คาราจีแนน 5 กรัม กรดมะนาว 1 กรัม น้ำ 319 กรัม
วิธีทำ
    ตัดมะม่วงสุกเหลืองล้างให้สะอาด นำไปลวกในน้ำเดือด 3 – 5 นาที ตักขึ้น ใช้มีดแบ่งออกเป็น 2 ซีก ใช้ช้อนตักเอาแต่เนื้อออกจากเปลือกและเมล็ด แล้วนำไปใส่เครื่องสกัดผลไม้หรือเครื่องแยกกาก แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง (มะม่วง 1 กิโลกรัม จะได้น้ำ 500 กรัม) น้ำเชื่อม ชั่งน้ำตาล คาราจีแนน และกรดมะนาวตามส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันเป็นอย่างดี ชั่งน้ำสะอาดตามน้ำหนักแล้วนำไปตั้งไปต้มให้พออุ่น ๆ แล้วค่อย ๆ เทส่วนที่ผสมแล้วลงไปที่ละน้อย คนไปเรื่อย ๆ จนเข้ากันหมด การผสมเยลลี่ นำมะม่วงที่เตรียมไว้เทลงไปในน้ำเชื่อมคนให้ส่วนผสมเป้นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปต้มอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 3 นาที แล้วยกลงตักใส่ภาชนะบรรจุเยลลี่ที่ปิดฝา จะได้เยลลี่มะม่วงประมาณ 500 กรัม โดยเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 1 เดือน
ข้อแนะนำ
    ลักษณะของเยลลี่ที่ดีต้องมีความใสเป็นประกาย ยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้างเหมือนวุ้นและไม่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้

 
เยลลี่ผลไม้รวม

เงินลงทุน
    10,000 บาท
รายได้
     100 – 200 บาท
วัสดุ/อุปกรณ์
    เครื่องสกัดน้ำผลไม้ เครื่องชั่งน้ำหนักขนาดเล็ก เทอร์มอมิเตอร์วัดอุณหภูมิ เครื่องวัดความหวาน เครื่องวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง pH ถุงมือ ถ้วยเยลลี่
ส่วนผสม
    น้ำสับปะรด 250 กรัม น้ำแครอท 200 กรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม คาราจีแนน 7 กรัม น้ำเปล่า 393 กรัม
วิธีทำ
    1. น้ำแครอท โดยนำแครอทสดมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นตามยาว นำไปลวกในน้ำเดือด 1 นาที แล้วนำไปเข้าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ กรองน้ำแครอทด้วยผ้าขาวบาง
    2. น้ำสับปะรด คัดเลือกสับปะรดแล้วปอกเปลือก เจาะจาและแกนออก หั่นเป็นชิ้น ๆ ตามยาว นำสับปะรดหั่นแล้วเข้าเครื่องสกัดน้ำผลไม้ กรองด้วยผ้าขาวบาง
    3. น้ำเชื่อม นำน้ำตาลทรายและคาราจีแนนผสมให้เข้ากันตามสูตร ชั่งน้ำสะอาดตามน้ำหนัก แล้วนำไปตั้งไฟ ต้มพอให้อุ่น ๆ แล้วค่อย ๆ เทส่วนผสมของคาราจีแนน และน้ำตาลทราย ลงทีละน้อยพร้อมทั้งคนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมละลายน้ำเข้ากันหมด การทำเยลลี่ผลไม้ นำสับปะรด และน้ำแครอทที่เตรียมไว้ เทผสมไว้ในน้ำเชื่อมคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน แล้วต้มด้วยอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 3 นาที ยกลงเทใส่ภาชนะหรือถ้วยเยลลี่ (สับปะรด แครอท 4 กิโลกรัม จะได้เยลลี่ประมาณ 1 กิโลกรัม)
ข้อแนะนำ
    ควรทำเยลลี่ให้มีความใส ยืดหยุ่นไม่แข็งกระด้างเหมือนวุ้นและไม่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้  



ขนมชั้น
 
ส่วนผสม
    แป้งข้าวมัน ½ กิโลกรัม แป้งท้าวยายม่อม 1 ขีด มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม แป้งข้าวจ้าว 1 ขีด น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
วิธีทำ
    1. คั้นกะทิจากมะพร้าวให้ได้ 5 ถ้วยตวง
    2. นำน้ำตาลทรายใส่น้ำ 2 ถ้วยตวง ตั้งไฟให้ละลายพอเดือดยกลงปล่อยให้เย็น
    3. นำแป้งทั้งหมดรวมกันนวด โดยหยอดหัวกะทิสลับด้วยน้ำเชื่อมจนหมดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
    4. แบ่งแป้งไว้ส่วนหนึ่งเพื่อผสมสีไว้หยอดหน้า ตักขนมหยอดในถาดอย่าให้หนาหรือบางเกินไป นึ่ง 5 นาที ถ้ายังไม่สุกอย่าหยอดแป้งทับ จะทำให้ขนมไม่สุก (1 ถาดจะได้ 6 ชั้น) ชั้นหน้าให้ใส่สีให้สวยงาม  
หมายเหตุ
    อาจใช้ใบเตยแทนสีและถ้าชอบกาแฟจะใส่กาแฟแทนสีขนมก็ได้    
 

ทองหยิบ

ส่วนผสม
    ไข่แดง (ไข่เป็ด) 2 ฟอง น้ำตาลทราย 5 ถ้วยตวง น้ำ 2.5 ถ้วยตวง กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
    1. นำน้ำตาลทราย น้ำกลิ่นมะลิมาผสมกัน ยกขึ้นตั้งไฟพอเดือด แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
    2. ไข่แดงใส่ผ้ากรองแล้วรีดออก ตีให้ขึ้นด้วยที่ตีไข่ประมาณ 5 นาที
    3. กระทะใส่น้ำเชื่อม ตั้งไฟพอเดือด ยกลงแล้วตักไปหยอดทีละช้อนให้เป็นเหรียญกลม
    4. ยกขึ้นตั้งไฟอีกครั้งให้น้ำเชื่อมเดือด พอด้านล่างสุก กลับเอาด้านบนลง เร่งไฟให้น้ำเชื่อมเดือด พอสุกตักขึ้นใส่ถาด พักไว้ให้อุ่น
    5. ใช้นิ้วมือแตะน้ำเชื่อมที่เย็นแล้ว จับจีบ 5 - 6 จีบ ใส่ถ้วยเล็ก ๆ พักไว้ให้เย็นจึงเคาะออกจากถ้วยตะไล
     

ขนมสาลี่
 
ส่วนผสม
    แป้งสาลีตราบัวแดง 4 ถ้วย (400 กรัม) (ถ้าต้องการให้กลิ่นหอมใช้แป้ง 5 ถ้วย) ไข่ไก่ใหม่ 3 ถ้วย ครีม เอส พี 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเย็น ½ ถ้วย น้ำหอมตามชอบ 2 ช้อนชา สีผสมอาหารเล็กน้อย
วิธีทำ
    1. นำไข่ไก่ น้ำตาลทราย และน้ำ ตีจนน้ำตาลละลายฟู นำครีม เอส พี ใส่ลงไปตีจนไข่ฟูขึ้นขาว ใส่สี กลิ่นน้ำหอม น้ำมะนาว
    2. ผสมแป้งสาลีตราบัวแดงใส่ไข่ไก่คนเบา ๆ จนแป้งเข้ากันดี(ก่อนนำแป้งไปผสมต้องร่อนก่อน)
    3. เทใส่ถาดสี่เหลี่ยมแล้วนำไปนึ่งในลังถึงที่น้ำเดือดพล่าน ไฟแรง ประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุก  
ข้อแนะนำ
    การทดสอบขนมสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้เล็ก ๆ แทงลงในขนม ถ้าไม่มีขนมติดไม้แสดงว่าขนมสุกแล้ว  



บัวลอยน้ำขิง - งาดำ

 
เงินลงทุน
    ประมาณ 5,000 บาท
รายได้
    1,200 - 1,500 บาท / 150 กล่อง
วัสดุ / อุปกรณ์
    เตาแก๊ส เตาถ่าน กระทะ ถาดอลูมิเนียม ถาดพลาสติก หม้ออลูมิเนียมเบอร์ 45 กะละมัง
สแตนเลส ครกหินขนาดใหญ่ หม้อต้มน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว ตะกร้าพลาสติก กระชอน กระบวย ถังน้ำพลาสติก
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
    แถวย่านเวิ้งนาครเกษม ร้านค้าที่ขายอุปกรณ์ทำขนมทั่วไป ร้านค้าที่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน
ส่วนผสม
    งาดำที่คัดเมล็ดเสียทิ้งแล้ว 10 กิโลกรัม น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม น้ำตาลปี๊บ 2 กิโลกรัม แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม ขิงแก่ 3 กิโลกรัม น้ำอุ่น 1 ลิตร น้ำสะอาด
วิธีทำ
    ขั้นตอนทำไส้งาดำ
    1. นำงาดำมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นตั้งกระทะใช้ไฟอ่อนคั่วงาดำพอให้มีกลิ่นหอมแล้วตักขึ้น แล้ว เอามาโขลกให้ละเอียดด้วยครกหิน
    2. นำกระทะตั้งไฟอ่อนอีกครั้ง ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายขาว เคี่ยวจนน้ำตาลปี๊บละลายเข้ากับน้ำตาลทรายขาว ใส่งาดำที่โขลกละเอียดลงไปเคี่ยวให้เข้ากันจนข้น แล้วตักใส่กะละมังสแตนเลส พักไว้ให้เย็น แล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ขนาดเล็กกว่าลูกชิ้นเตรียมไว้
    ขั้นตอนทำแป้งบัวลอย
    1. นำแป้งข้างเหนียวเทลงในกะละมังสแตนเลส ค่อย ๆ เทน้ำอุ่นลงไปใช้มือนวดไปเรื่อย ๆ จนกว่าแป้งจะเหนียวเข้าที่ พักไว้
    ขั้นตอนการทำบัวลอย
    1. นำแป้งข้าวเหนียวและไส้งาดำที่เตรียมไว้มาปั้นเป็นขนมโดยหยิบแป้งบัวลอยขนาด เท่าหัวแม่มือแบออกเป็นแผ่น เอาไส้งาดำใส่ลงไปห่อด้วยแป้งแล้วคลึงให้เป็นลูกกลมขนาดเท่าลูกชิ้น เสร็จแล้ววางลงบนถาด อลูมิเนียมที่มีแป้งข้างวเหนียวใส่ทั่วถาด เพื่อป้องกันไม่ให้บัวลอยติดกัน
    2. ตั้งกระทะใส่น้ำ 3/4 ของกระทะ ใช้ไฟแรง เมื่อน้ำเดือดแล้วหรี่ไฟปานกลาง ทยอยใส่บัวลอยลงไปต้ม รอจนบัวลอยสุกลอยขึ้นมาเอง ใช้กระชอนตักขึ้นมาใส่ในถังน้ำพลาสติกที่มีน้ำอยู่ประมาณ 1/2 ถัง แล้วค่อยตักขึ้น
    3. นำขนมบัวลอยที่ได้มาใส่กล่องพลาสติกใส กล่องละ 5 ลูก เป่าด้วยพัดลมให้เย็นแล้วปิดฝาให้เรียบร้อย
    ขั้นตอนการทำน้ำขิง
    1. นำขิงแก่มาหั่นเป็นแผ่นบาง ๆ ล้างน้ำให้สะอาด
    2. ตั้งหม้ออลูมิเนียมเบอร์ 45 ใส่น้ำ 3/4 ของหม้อ ใส่ขิงลงไปในน้ำ ต้มทิ้งไว้ทั้งคืน พอตอนเช้าก็ถ่ายลงในหม้อต้มซุปก๋วยเตี๋ยวสแตนเลส ใส่น้ำตาลทรายแดงประมาณ 2 กิโลกรัม ตั้งไฟให้ร้อนตลอดเวลา เมื่อจะนำ ออกมาขายบัวลอย 1 กล่อง 5 ลูก ให้ตักน้ำขิงร้อน ๆ ให้ลูกค้า 1 ถุง
ตลาด / แหล่งจำหน่าย
    ย่านชุมชน บริเวณที่มีคนเดินพลุกพล่าน
สถานที่ฝึกอบรม
    1. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.942-8460, 579-2294 ต่อ 218-226
ข้อแนะนำ
    1. ไม่ควรใส่น้ำตาลในงาดำมากเกินไป เพราะน้ำขิงมีรสหวานอยู่แล้ว ถ้าใส่มากขนมจะหวานเกินไป
    2. ขั้นตอนการต้มบัวลอยต้องหรี่ไฟให้อ่อนลง ไม่เช่นนั้นบัวลอยจะติดก้นหม้อ
    3. การต้มน้ำขิงควรต้มเวลากลางคืน และเตาที่ต้มควรเป็นเตาถ่านเพราะจะทำให้น้ำร้อนระอุตลอดเวลา




แชร์งาน :
 
Support : Cara Gampang | Creating Website | Johny Template | Mas Templatea | Pusat Promosi
Copyright © 2011. งาน part time ทำที่บ้าน 2558-2015 - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Modify by CaraGampang.Com
Proudly powered by Blogger